top of page

อายุ 30 เริ่มฉีดฟิลเลอร์ได้ยัง

     อาการหน้าตกจะเริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปลายๆ คนไข้ที่อายุน้อยมากๆที่หมอเคยเจอคืออายุ 19 ปี แต่คนไข้ส่วนใหญ่ที่หมอพบประมาณ 30-40 ปี คลินิก ดีว่าดี ของเราจะมีเว็บไซต์ www.DivaDiclinic.com รวบรวมข้อมูลไว้ตั้งแต่หมอเปิดคลินิกใหม่ๆ นอกจากงานสอนแล้วหมอต้องการให้ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ มีคนไข้จากต่างประเทศ search ใน google บทความของเรา Article ที่หมอจะเขียนต่อไปคือ อายุ 30 เริ่มฉีดฟิลเลอร์หรือยัง? ใช้ภาษาเขียนแบบเพื่อนกันอ่านง่าย การเดินเข้ามา คลินิก ดีว่าดี เราจะตรวจโครงหน้าให้ทั้งหมด ซึ่งแล้วแต่คนว่าจะมีปัญหาหรืออาการอย่างไรแตกต่างกันไป สิ่งที่ทุกคนควรจะทำมีโบท็อกซ์ ไฮฟู่ ฟิลเลอร์ 3 สิ่งนี้มันสัมพันธ์กับ aging ของเรา สัมพันธ์กับการเสื่อมสภาพของเรา หมอจะพูดคุยงานกับหุ้นส่วนตลอดและปรึกษาแนวทางการดำเนินของคลินิกว่าควรจะมีการให้ความรู้กับคนไข้ว่าอายุเท่าไหร่ควรจะเข้าคลินิก การเข้าคลินิกเสริมความงามหมอจะบอกคนไข้ตลอดว่ามันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หมอทำคลินิกมา 4 ปี หมอมีประสบการณ์ในส่วนนี้ คนไข้ที่มาส่วนใหญ่จะรู้ว่ามีปัญหาอะไร ซึ่งมีคนที่ไม่เคยฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกมาก่อนมาหาหมอเยอะมาก ปัญหาใบหน้าของเรามี mindset แบบปัญหาสุขภาพของเราเลย หมอว่าหมอเป็นคนแรกๆที่จะพูดว่าถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ใบหน้าทำงานโดยเฉพาะสมัยนี้ที่มีสื่อโซเชียล ถ้าใครอายุประมาณ 25 ปี ให้จำไว้เสมอว่าหน้าเรากระดูกกร่อนลงทุกวันและคอลลาเจนลดลงตั้งแต่อายุ 20 ปีแล้ว สลายปีละ 2% ณ ตอนอายุ 20 ปี และคิดดูว่าถ้าอายุมากกว่านี้การสลายของคอลลาเจนก็มากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเราจะมีความรู้สึกว่าหน้าเราเปลี่ยนไป มีรุ่นพี่เหมาะที่โรงพยาบาลบอกหมอว่าถ้าอายุขึ้นเลข 4 แล้วร่างกายจะไม่เหมือนเดิม เริ่มมีอาการอยากนอนกลางวัน การใช้ชีวิตของหมอเหมือนเดิมกับตอนที่อยู่ภูเก็ตแต่ร่างกายและน้ำหนักไม่เหมือนเดิมมันเป็นไปตาม aging ของเรา ส่วนตัวหมอเองเชื่อในไฮฟู่ยิงแล้วคอลลาเจนในผิวมันขึ้นจริงๆมีการตรวจชิ้นเนื้อ ส่วนตัวหมอเองทำให้ฟู่ 4 เดือนครั้ง หน้าหมอไม่มีปัญหาผิวยวบหมายถึงกดลงไปน่าจะรู้สึกแน่นอยู่ตลอด แต่เดิมทีเป็นคนมีไขมันในหน้าเยอะอยู่แล้ว ฉะนั้นคนที่กำลัง 30 กว่ากำลังลังเลอยู่ว่าควรฉีดฟิลเลอร์หรือยัง ยังหาข้อมูลไม่มากพอ เหมือนหุ้นส่วนของหมอเมื่อก่อนไม่เคยฉีดฟิลเลอร์เลย ทำไฮฟู่อย่างเดียวสุดท้ายแล้วมันต้าน aging ไม่ได้ ธรรมชาติเรากระดูกมันกร่อนลงทุกปี ซึ่งไขมันชั้นลึกกับกระดูกอยู่ติดกันแต่สิ่งที่มันเป็นปัญหาหลักคือกระดูกของเรา มันยุบลงทุกปีข้อเข่าหรือกระดูกของเรายังเสื่อมลงทุกปีและหน้าเราก็เช่นกัน มันก็จะสัมพันธ์ว่าสิ่งที่เราควรจะได้รับการแก้ไขในโครงหน้าในระยะแรกเราควรจะแก้ไขอย่างไร ส่วนมากกระดูกที่มันมีปัญหาก็จะเริ่มมาจากใต้ตาเป็นหลัก หมอพูดบ่อยมากว่าคนอายุ 30 กว่าเป็นวัยทำงาน ที่พูดเพราะเป็นตัวเองด้วยหมอเองประมาณอายุ 32 ยังไม่มีความรู้เรื่องฟิลเลอร์เท่าไหร่เราก็เข้าใจว่าเราทำงานอดนอน ใต้ตาลึกคล้ำจากการที่เราทำงานหนัก กระดูกเราเริ่มจะพรุนตั้งแต่วัยอายุ 28 ปี เพราะฉะนั้นน้องๆ ที่อายุ 28 ปีซึ่งห่างจากหมอที่อายุ 42 ควรมีการที่จะเริ่มต้นแล้วแต่ทัศนคติหรือความรู้สึกของเราเราจะรู้สึกว่ามันมาจากการอดนอน หรือความเครียดจากงาน เพราะฉะนั้นในช่วงการทำงานหนัก 10 ปีแรกของเราและเริ่มเห็นปัญหาเราก็จะเริ่มเซิร์ดหาอายครีม ดูจาก youtuber หรือ beauty blogger ครีมแพรขนาดไหนเราก็ซื้อ ซึ่งหมอก็เคยผ่านชีวิตช่วงบ้านสกินแคร์มาแล้วและเราก็จะค้นพบว่าทำไมหน้าเราไม่ดีขึ้นสักที ทั้งๆที่เราใช้ของดี เราก็จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนครีมไปเรื่อยตามรีวิวหรือสินค้าออกใหม่ ถ้าไปถามว่าผิวดีขึ้นไหมผิวดีขึ้นแต่ปัญหาความลึกความคล้ำของใต้ตาเรามันไม่เคยหาย หากว่าเรายังไม่มาเจอหรือพบหมอที่ให้ข้อมูลว่าอายุ 30 จะมีปัญหาเรื่องโครงหน้าเรื่องกระดูกยุบ ไขมันตรงแผ่นใต้ตาบางตัว เลื่อนตัวลงมันจะเห็นสีกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อใต้ตาของเราจริงๆมันจะเป็นสีคล้ำๆ ใต้ตาเดิมมันจะเคยปกคลุมด้วยไขมันแต่ตอนนี้มันบางลงและร่วงลงสีกล้ามเนื้อมันเลยเด่นขึ้นมาจึงเกิดทั้งความลึกและความคล้ำ ฉะนั้นการทาอายครีมมันเป็นรถสีกล้ามเนื้อไม่ได้แต่การทาอายครีมที่ดีขึ้นมาจากปัญหาของคุณคือผิว ฉะนั้นในเคสที่ทาอายครีมแล้วไม่ดีขึ้นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยคุณได้คือการเอาฟิลเลอร์ไปบางทีกล้ามเนื้อ ปัญหาที่พบบ่อยอีกอย่างคือเป็นภูมิแพ้ฉีดฟิลเลอร์และดีขึ้นไหม สิ่งที่เราควรทำคือแก้ตรงที่กระดูก หรือถ้าเราแก้ปัญหาสุดๆแล้วปัญหามันอยู่ที่ผิวเราก็ต้องไปเลเซอร์ เลือกอายครีมที่มีสารประกอบของ whitening ส่วนใหญ่อายครีมที่อยู่ในท้องตลาดเขาจะทำมาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น ความตึงกระชับ แต่ไม่ค่อยมีส่วนผสมของไวเทนนิ่งมากเท่าไหร่ ฉะนั้นหากเรามีปัญหาใต้ดวงตาเราควรจะตรวจสอบปัญหาหรือโครงหน้าให้แน่ชัดก่อน มีหลายเคสที่มีปัญหาเป็นก้อนก็คือเราไปถมคือเรามีปัญหาที่กระดูกเราใส่ตัวอ่อนผมข้างบนเลยเราไม่ใส่ตัวแข็งไปเติมเต็มที่กระดูก มันหายความจริงแต่สุดท้ายมันก็จะยวบลงไป ดังนั้นถามว่าอายุ 30 กว่าฉีดฟิลเลอร์ได้ไหม ความถี่แน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่ตัวเรากังวลปัญหาด้วยหรือเปล่า แต่ 80% ของคนที่เดินๆอยู่บนท้องถนนมีปัญหาใต้ตา มันเป็น aging มันเป็นการเสื่อมสภาพ ตัวหมอเองตอนอายุ 32 ไม่มีคนมาบอกว่าใต้ตาต้องฟิลเลอร์ตอนนั้นหมอทำยังไงใต้ตารู้ไหมหมอใช้คอนซีลเลอร์ เพราะเราไม่รู้ว่าปัญหาใต้ตาของเรามันเกิดจากอะไร เราพยายามจะไปร้อยไหม botox กรามให้หน้ามันเล็กลง ส่วนใหญ่คนไข้ที่มาก็จะมีปัญหาที่ว่าไม่รู้ว่าใบหน้ามีปัญหาส่วนไหนแต่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม หน้าดูโทรมคิดว่าอาจนอนให้เร็วดื่มน้ำให้เยอะก็คงจะหาย แต่จริงๆแล้วปัญหาโครงหน้าก็คือโครงหน้า แต่ถ้าใครไม่คิดจะฉีดฟิลเลอร์ก็ต้องขยันทำไฮฟู่หน่อย ต้องกระตุ้นให้มันสร้างคอลลาเจนในไขมันชั้นลึกถ้ามันสร้างคอลลาเจนมากพอมันก็จะเกิดแรงดึง เห็นไขมันชั้นลึกยิ่งให้เต็มได้แต่อย่าเอาหน้าตัวเองไปเทียบกับเพื่อน การสร้างมากได้เยอะได้น้อยมันขึ้นอยู่กับเซลล์เรา มีเคสมาเล่าให้หมอฟังเกี่ยวกับการฉีดไขมันบนใบหน้า ก่อนที่จะไปดูดไขมันเขาจะต้องเตรียมร่างกายเขากินอาหารที่ดีเพื่อให้มันไปสร้างไขมันที่ดี ตอนนี้ไขมันบนใบหน้าอยู่มา 2 ปีแล้วนี่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องผลคนไข้ ว่าเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ตนเองไม่ใช่โยนทุกอย่างให้หมอ ก่อนทำอะไรเราต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างเช่นโบท็อกหมอก็พูดอยู่ทุกวันว่าไม่ใช่ฉีดทีเดียวตึงแต่ต้องฉีดอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้นคำตอบของคำถามของวันนี้ว่าอายุ 30 ฉีดฟิลเลอร์ได้หรือไม่ จีบได้ถ้าคุณมีปัญหาและจะบอกว่า 30 กว่าคือระยะแรกซึ่งสามารถใช้ฟิลเลอร์ของเกาหลีสำหรับคนที่ทุนไม่หนัก ก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้จูวีเดิมของอเมริกา เพื่อใช้ของที่ราคากลางๆคุณภาพโอเค มีความปลอดภัยผ่านอยซึ่งหมอก็เคยฉีดมาหลายเคสมากไม่มีปัญหา สาเหตุที่หมอขอรูปของคนไข้บางคนคือสาเหตุมาจากเคสนั้นมีบางจุดที่น่าสนใจและสามารถให้คนอื่นเข้าใจได้ว่าปัญหาประมาณนี้ใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อนี้ในการตกแต่งได้และใช้ปริมาณเท่านี้มันเป็นอย่างไรได้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นคนที่ได้เป็นเคสรีวิวให้รู้ไว้ว่าตัวเองเป็นเคสที่มีคุณค่า เพราะว่าหมอไม่ได้ลงทุกเคสหมอลงเฉพาะเคสที่น่าสนใจหรือมีคนอยากรู้เยอะๆ

#Filler #ฟิลเลอร์ #อายุสามสิบ #ปรับโครงหน้า

292370026_1081419816116190_4687292891137907415_n.jpg
bottom of page