ความน่ากลัวของฟิลเลอร์
 

หมอได้ไปเรียนฉีดฟิลเลอร์เกี่ยวกับหน้าผากและคางคือหมอโอเล่ได้เป็นคนสาธิตการฉีดให้ดู ปรากฏว่าเมื่อวานที่เรียนอยู่กำลังจะฉีดเขาดึงได้เลือดออกมา หมอเป็นคนไม่ทำฟิลเลอร์หน้าผาก เพราะหมอเรียนหมอก็รู้สึกว่ามันอันตรายมากสำหรับหมอทำไปแล้วไม่มีความสุขรู้สึกเครียดกับเคสฟิลเล่อร์หน้าผากแล้วรู้สึกว่ามันใช้เยอะมันควรจะไปผ่าตัดใส่ซิลิโคนดีกว่าถ้ามันจะเกิดการไม่เท่ากันก็ค่อยมาแก้ไขทีหลัง หมอเคยไปเรียนแล้วก็เคยทำให้เพื่อนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรแต่รู้สึกไม่ชอบและหมอเป็นคนสไตล์นี้ถ้าหมอไม่ชอบอะไรหมอก็ไม่อยากทำไม่อยากฝืนใจทำทำไปแล้วไม่มีความสุข เคสกับอาจารย์โอเล่ระหว่างที่เขากำลังจะสาธิตการฉีดให้ดู ก็คือเค้าดึงได้เลือดออกมาจากหน้าผากคนไข้ซึ่ง ก่อนที่เราจะฉีดเราตรวจเช็คว่ามีเลือดขึ้นมาหรือเปล่าถ้าเราดึงแล้วมีเลือดก็ต้องหยุดเลย เคสนั้นเราจะไม่ทำเลย ซึ่งถามว่าพี่โอเล่ฉีดไม่ดีไหมมันไม่ใช่อย่างที่หมอบอกคนไข้บางคนแต่ละคนมันไม่เหมือนกันเราไม่สามารถจะมาซาวด์ดูเส้นเลือดหรือว่ามีเครื่องมาส่องเส้นเลือดให้ทุกคนได้รู้ว่าตกลงมีเส้นเลือดอะไรที่ต้องระวังหรือเปล่ามันก็จะมีวิธีที่เราหลบเลี่ยงซึ่งหมอระดับประเทศระดับอาจารย์ฟิลเลอร์เค้าต้องระวังอยู่แล้วนั่นขนาดระวังนะ เห็นดึงเลือดขึ้นมาแบบคาตาซึ่งมันเป็นสัญญาณที่เคสนั้นเราไม่ควรทำให้เขาแล้วเราควรหยุดแต่ถ้าเคสนี้อยากจะทำฟินเลอร์หน้าผากจริงๆก็คือควรจะพักประมาณสองอาทิตย์ก่อนแล้วเราก็ต้องเข้าใจว่าเคสเนี่ยมีเส้นเลือดที่ผิดปกติแน่นอน ฉะนั้นการที่เกิดผลข้างเคียงของฟิลเลอร์จริงๆมันก็ต้องดูนะว่าจากหมอทำจริงๆหรือเปล่าหรือว่าเส้นเลือดคนไข้ผิดปกติจริงๆ หมอพูดบ่อยมากฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ต้องระวังมันไม่ได้ฉีดกับใครก็ได้หนึ่งก็คือต้องใช้ฟิลเลอร์แท้ก่อนการปลอดภัยของการใช้ฟิลเลอร์แท้คือมันมียาสลาย ถ้าเราไม่รู้ว่าฟิลเลอร์นั้นมันผลิตจากอะไรเราจะแก้ไขมันไม่ได้ถ้ามันเกิดปัญหาจริงๆอย่างเบา ๆ เช่นความเป็นก้อนถ้ามันเป็นฟิลเลอร์แท้เราก็จะสลายได้หมอจะไล่จากความน่ากลัวแบบเบา ๆ ย้ำอีกทีฟิลเลอร์ที่มันผ่าน อ.ย. ไทยส่วนใหญ่ส่วนประกอบมันมีไฮยามันเป็น HA เป็นไฮยาลูรอนิกส์เอสิดซึ่งเป็นสารที่ร่างกายเราต้องการอยู่แล้ว HA อยู่ในผิวอยู่ในกระดูกอยู่ในไขมันชั้นลึกของเราฉะนั้นจะไม่มีคำพูดที่ว่าฟิลเลอร์เป็นสิ่งแปลกปลอม ฟิลเลอร์มันถูกสกัดมาจากแบคทีเรียแต่ละโรงงานมันก็ต่างกันเพราะมันเป็นสารไฮยา ไฮยาก็คือเหมือนเซรั่มไฮยาที่เราทาหน้ากันนั่นแหละแต่เค้าทำมาเป็นในรูปแบบเจลเพื่อให้มีความคงตัว ตัวแข็งก็จะทดแทนกระดูกตัวปานกลางก็จะทดแทนไขมันชั้นลึกของเราแล้วก็ตัวอ่อนก็จะแทนน้ำในผิวของเราเพราะ HA ในผิวเราก็มีเพราะฉะนั้นหมอที่เค้าฉีดเราก็ต้องเลือกตำแหน่งก่อนที่จะเลือกตำแหน่งก็ต้องตรวจหน้าคนไข้ก่อนว่ามีปัญหาที่ชั้นไหน ฉะนั้นหมอทุกคนไม่ได้อยากให้คนไข้เกิดความเขียวช้ำบวมแต่ก็อยากให้คนไข้เข้าใจว่าเส้นเลือดมันเยอะเหลือเกินพยายามหลบเต็มที่แล้วถ้าโดนก็โดนจะเขียวจะช้ำขนาดเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับตัวเองบางคนเขียวช้ำบวมง่ายอย่างที่สองเรื่องความบวมความเป็นก้อนคนไข้ฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรกจะไม่ชินกับฟิลเลอร์ แล้วบอกว่ามันบวมออกมาก็คือเจ็ดวันเราจะกดลงให้มันแนบเนียนไปได้ฉะนั้นระยะเวลาที่เราจะแก้ไขความไม่เรียบเนียนภายในเจ็ดวันมันยังทำได้อยู่จึงเป็นที่มาว่าทำไมฟินเลอร์จริงๆควรจะฉีดใกล้บ้านเพราะบางทีมันมีอาการบางอย่างที่ต้องแก้ไขภายใน 72 ชั่วโมงหรือภายใน 4 ชั่วโมงด้วยซ้ำเรื่องความบวมมันสามารถแก้ได้ภายในเจ็ดวันเพราะว่าเวลาเราฉีดฟิลเลอร์เข้าไปแล้วมันไปจะกลืนภายใน 14 วัน มันอาจจะมีความฟูความอมน้ำไปได้ถึงสองอาทิตย์แต่มันไม่ขวดเป็นก้อนหรือตุ่ย ซึ่งปากมันจะบวมน้ำอิ่มน้ำได้ ข้อที่สามก็จะเป็นติดเชื้อซึ่งติดเชื้อก็จะเจอได้ตั้งแต่สองสามวันแรกเลยหรือเป็นเดือนพูดถึงการติดเชื้อในช่วงแรกๆที่ฉีดไปไม่เกินสองอาทิตย์ส่วนใหญ่จะเป็นเคสที่อายุเยอะอายุเลขหกขึ้นไปที่เหลือจะเป็นพวกที่เป็นเบาหวานหมดเลยแล้วก็ไม่ได้แจ้งหมอว่าเป็นเบาหวานฉะนั้นในคนที่เลขหกขึ้นไปกับคนที่เป็นเบาหวานหรือโรคประจำตัวอะไรก็แล้วแต่ที่ภูมิคุ้มกันน้อยกว่าคนอื่นจะต้องกินยาฆ่าเชื้อหลังฉีดเจ็ดวันเป็นอย่างต่ำซึ่งยาฆ่าเชื้อหมอก็จะเขียนให้ไป ไปซื้อที่ร้านขายยาฉะนั้นการที่คนไข้มีความเสี่ยงติดเชื้อ ก็ให้แจ้งหมอว่ามีโรคประจำตัวหรือเปล่าหมอเค้าจะให้กินยาฆ่าเชื้อเพื่อลดความเสี่ยง ติดเชื้อในวันแรกก็จะเกิดจากการที่แบคทีเรียเข้าไปสองก็คือติดเชื้อแบบไบโอฟิล์มก็คือฉีดไปหลายเดือนแล้วมันบวมขึ้นมา บางคนไปกินปลาร้าของดองหรือไปกินเหล้าหรือกินของแสลงมันก็จะบวมขึ้นมายุบได้เองถ้าคุณเจออาการที่บวมของฟิลเลอร์คุณนึกถึงไบโอฟิล์ม สมมุติเรามีฟิลเลอร์อยู่ตรงนี้ก็ฟิลเลอร์อยู่ตรงนี้มันจะมีแบคทีเรียที่มันอาศัยอยู่ในฟิลเลอร์เราร่างกายเราแข็งแรงดีแบรทีเรียก็เหลือก็อาจจะอยู่แค่สองสามตัวช่วงไหนเป็นหวัดไม่สบายภูมิน้อยลงมันก็จะออกลูกออกหลานเป็น 10-20 ตัว 100 ตัวมันก็จะบวมแดงขึ้นมาก็ไปกินยาฆ่าเชื้อจำนวนแบคทีเรียแล้วก็ลดลงแต่มันไม่หายขาดหลักการไบโอฟิล์มก็คืออยู่กันแบบตัวสองตัวร่างกายแข็งแรงเมื่อไหร่ก็เพิ่มจำนวนตัว เวลาเราเกิดไบโอฟิล์มปุ๊บได้ถามตัวเองว่าเราจะเอาฟิลเลอร์ออกไหมถ้าเป็นหมอหมอให้คนไข้ตัดสินใจเองแต่สิ่งที่เหมาะจะบอกคนไข้คือถ้าไม่สลายทิ้งมันจำ บวมบวมยุบยุบอยู่อย่างนั้นเพราะมันเป็นบ้านของแบคทีเรียไปแล้วมันได้อาศัยอยู่ในก้อนฟินเลอร์ตรงนั้นแล้ว ถ้าเราจะสลาย ฟิลเลอร์ด้วยการติดเชื้อวิธีการก็คือต้องกินยาฆ่าเชื้อให้มันยุบให้ไม่มีอาการบวมแดงก่อนแล้วค่อยสลาย ต่อไปก็คือเข้าเส้นเลือดมันเข้าได้ทั้งเลือดดำและเส้นเลือดแดง เราต้องระวังเราจะไม่ดันยาเร็วยิ่งทำเร็วยิ่งเสี่ยงถ้าเราทำช้าๆเราฉีดไปแล้วเรายังมีโอกาสที่จะรอเฝ้าดูว่าหลังฉีดมีปัญหาอะไรบ้าง ถามว่าเส้นเลือดแดงมีปัญหาอะไรบ้างต่อให้คุณฉีดคางก็วิ่งเข้าลูกกระตาได้เส้นเลือดแดงตอนไหนของหน้ามีโอกาสที่จะไปที่ตาบอดได้หมด วิธีก็คือจะต้องฉีดสลายก็คือต้องปักเข้าไปหลังลูกกระตา ฉะนั้นสิ่งที่อยากให้ระวังที่สุดก็คือเรื่องนี้

#ความน่ากลัวของฟิลเลอร์ #ความเสี่ยงฟิลเลอร์ #ฟิลเลอร์น่ากลัวไหม #ฟิลเลอร์

279288533_966308027363804_5141252806785397357_n.jpg